ท่องเที่ยวบทความ

[รีวิว] เดิน เที่ยว ช้อป ญี่ปุ่นด้วยบัตร Krungthai Travel Card ไม่ต้องใช้เงินสด

นับได้ว่า ถึงเวลาไปเที่ยวอย่างแท้จริง หลังจากที่ทั้งโลกประสบปัญหากับโรค Covid-19 มาตั้ง 2 ถึง 3 ปี ทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนั้นซบเซาเป็นยิ่งนัก ไม่มีการท่องเที่ยวมาอย่างยาวนาน และ 1 ในประเทศที่คนไทยนั้นเฝ้ารอมาอย่างเนิ่นนานที่จะไปก็คือ ประเทศ ญี่ปุ่นนั่นเอง

ประเทศญี่ปุ่นเพิ่งออก Free Visa มาเมื่อเดือนตุลาคม 2022 แน่นอนว่าหลาย ๆ คนก็ได้จองตั๋วบินไว้อย่างเนืองแน่น และหลาย ๆ ทริปอย่างแน่นอน เนื่องจากด้วยสถานการณ์ Covid-19 ที่ผ่านมานั้นทำให้ประเทศญี่ปุ่นปรับตัวมากขึ้น โดยการปรับการชำระเงินด้วยวิธี Cashless มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแตะ PayWave (Visa) หรือบัตร IC Card (บัตรที่เอาไว้ใช้กับระบบขนส่งมากมายไม่ว่าจะเป็นรถไฟใต้ดิน, รถเมล์, ซื้อของตามร้านค้าต่าง ๆ หรือห้างสรรพสินค้า เป็นต้น)

บัตร Travel Card นั้นมีหลากหลายแบรนด์มากในประเทศไทย แล้วบัตร Travel Card คืออะไรละ????

Travel Card คือ?

บัตร Travel Card คือบัตรเดบิต ที่เราสามารถแลกเงินในสกุลต่างๆ ในประเทศนั้นล่วงหน้าก่อนที่เราจะไปได้ โดยทางบัตรจะเป็นผู้ล็อคเรทราคาให้เรา โดยที่เราไม่ต้องรับค่าความเสี่ยง 2.5% เหมือนบัตรเครดิตนั่นเอง แถมยังสามารถไปกดตู้ ATM ที่ต่างประเทศได้อีกด้วยนะ โดยจะมีเรทค่าธรรมเนียมที่พิเศษกว่าพวกกดเงินสดผ่านบัตรเครดิตเป็นอย่างมาก

ทำไมต้องใช้บัตร Travel Card?

  • สะดวก ปลอดภัย ไม่ต้องพกเงินสดเยอะ ๆ
  • กดแลกเงินผ่าน Application ผ่านธนาคารต่าง ๆ ที่เรา Register ได้เลย
  • รูดซื้อของที่ต่างประเทศโดยไม่ต้องถือค่าความเสี่ยง 2.5% เลย

บัตร Travel Card ที่แอดมินใช้ไปญี่ปุ่นครั้งนี้คือ Krungthai Travel Card (ไม่มีค่า Spon นะ มาจ้างได้) ซึ่งสามารถสมัครผ่านแอปฯ ได้ง่าย ๆ ดังนี้

คุณสมบัติ Krungthai Travel Card

  • เป็นบัตร Prepaid VISA
  • บัตรมีอายุ 5 ปี
  • รองรับการแลกเปลี่ยน 19 สกุลเงิน ได้แก่ AUD, CAD, CHF, DKK, EUR, GBP, HKD, INR, JPY, KRW, MYR , NOK, NZD, RUB, SEK, SGD, TWD, USD และ บาท

วิธีการสมัครบัตร Krungthai Travel Card

  • โหลดแอปฯ กรุงไทย NEXT มาก่อนเลย iOS, Android
  • รายละเอียดเพิ่มเติม Krungthai NEXT

 

กดเลือกสมัครบัตร เดบิต/ทราเวล

สมัครบัตรเดบิตใหม่

เลือกบัตรที่ต้องการสมัคร (จริง ๆ ต้องสมัคร Krungthai Travel Card ธรรมดา) แต่แอดมินสมัครไปแล้วเลยขอซ้ำไม่ได้

เมื่อรอการ์ดมาส่งบ้าน เราก็สามารถกดบัตรจากหน้าเมื่อกี้ เลือก Inter Wallet ของฉัน เพื่อเข้าไปแลกสกุลเงินที่ต้องการได้เลย (ในที่นี้คือ JPY) นั่นเอง

สามารถกดซื้อและขายในแอปฯ ได้เลย โดยไม่ต้องไปขายให้ยุ่งยากตามที่แลกเงินไปต่างประเทศต่าง ๆ โดยมันจะเชื่อมกับบัญชีกรุงไทยที่เรามี (ถ้าไม่มีเปิดบัญชีกรุงไทยไว้เลย)

หาสัญลักษณ์คลื่นไว้ให้ดี ถ้าเจอก็สามารถเอาบัตร Krungthai Travel Card เสียบเข้าเครื่องหรือแปะได้เลยครับ

ร้านกาแฟชื่อดังก็ใช้แตะได้นะเออ

เท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว โดยเราสามารถเอาบัตรนี้ไปใช้จ่าย ซื้อของ และยังสามารถนำไปแตะขึ้นรถไฟฟ้าได้อีกด้วย (โดยตอนนี้ 2022 ทางญี่ปุ่นกำลังทดลองระบบแตะ PayWave เข้ารถไฟฟ้าอยู่ เพราะส่วนใหญ่เค้าจะใช้ระบบ IC Card ซึ่งจะกล่าวต่อ) นั่นเอง

IC Card คือ?

บัตร IC Card ก็คือบัตรที่เอาไว้ใช้กับระบบขนส่งต่าง ๆ ของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น รถไฟ, รถไฟใต้ดิน, รถบัส, รถเมล์, ร้านสะดวกซื้อ, ตู้น้ำข้างทาง (ที่มีเครื่องรับบัตร IC Card) หรือแม้แต่ห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ก็สามารถใช้ได้ เสมือนเป็นบัตรเดบิตของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้

โดยบัตร IC Card ที่ในบทความนี้จะกล่าวถึงก็คือ Suica เพราะเป็นบัตรเดียวที่สามารถเพิ่มใน iPhone Wallet หรือ Apple Pay ได้ และใช้งานสะดวกด้วยส่วนวิธีที่จะได้บัตร Suica นั้นคือต้องไปซื้อที่ประเทศญี่ปุ่นโดยจะเป็นตู้ออกบัตรโดยสารตามสถานีรถไฟเกือบทุกแห่ง หาซื้อง่าย วิธีการไม่ยุ่งยาก และสามารถกด Add เอาเข้า Apple Pay ได้เลย

ในภาพคือ Admin เอาบัตร Suica ขึ้นไปบน iPhone > Apple Pay เรียบร้อยแล้ว

Suica Charge

บัตร Suica สามารถเอาใช้ร้านค้าต่าง ๆ ที่เขียนว่ารับบัตร IC หรือ Apple Pay (Source: soranews24)

IC Card รูปแบบต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่น (Source: JREast)

ตู้เพิ่มเงิน IC Card ในประเทศญี่ปุ่น โดยใช้เงินเยน (Yen) เติม หรือไม่ก็สามารถเติมผ่านร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่นได้ครับ (Source: Japanwondertravel)

VDO แนะนำการใช้งานและเติมเงินบัตร Suica

คราวนี้ก็สามารถเที่ยวญี่ปุ่นได้อย่างสบายใจ ไม่จำเป็นต้องพกเงินสดจำนวนมาก ๆ เวลาไปเที่ยวต่างประเทศแล้ว ระบรองว่าทุกคนจะติดใจบัตร Travel Card และ Suica อย่างแน่นอนครับ

เอ้อที่สำคัญใครจะไป ญี่ปุ่นหรือที่ไหน ๆ อย่าลืมซื้อประกันด้วยน้า

จิ้ม Link ได้เลย